#กรมประมงออกกฏ ห้ามเลี้ยงปลาหมอ “ปรับ 1 ล้าน” ห้ามเพาะเลี้ยง ปลาหมอ 3 ชนิดนี้!!?(รายละเอียด)

ประมงขึ้นบัญชีดำ ห้ามนำเข้า ส่งออก นำผ่าน จับหมอสีคางดำ หมอมายัน หมอบัตเตอร์ หรือเพาะเลี้ยงเตือนทำผิดระวังโทษหนักปรับ 1 ล้านบาท จำคุก 1 ปี นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า จากปัญหาที่มีการพบการระบาดของปลาหมอสีคางดำ ปลาหมอมายัน และปลาหมอบัตเตอร์ สร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรบางรายเนื่องจากมีรายงานพบว่ามี

การหลุดรอดเข้าบ่อเลี้ยงของเกษตรกรในเขตพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม สมุทรปราการ เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และกาญจนบุรี ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ปลาดังกล่าวมีโอกาสแพร่ขยายพันธุ์อันจะส่งผลต่อเกษตรกร สัตว์น้ำพื้นถิ่น ตลอดจนระบบนิเวศในแหล่งน้ำธรรมชาติ ปัจจุบันไทยประสบปัญหาการรุกรานของสัตว์น้ำต่างถิ่นหรือเอเลียนสปีชีส์ ที่มีการนำเข้ามาจากถิ่นอื่น

โดยไม่ได้มีถิ่นกำเนิดในบ้านเรา บางชนิดสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมของประเทศไทย ทำให้เจริญเติบโตและแพร่พันธุ์ได้ดี ถือเป็นการทำลายระบบนิเวศน์ดั้งเดิมของไทยและก่อให้เกิดความสูญเสียทางสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสุขอนามัย กรมประมงได้อาศัยอำนาจตามมาตรา 65 แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติมจึงได้มีการออกประกาศ

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงวันที่ 9 มกราคม 2561 เรื่อง กำหนดชนิดสัตว์น้ำที่ห้ามนำเข้า ส่งออก นำผ่าน หรือเพาะเลี้ยง พ.ศ.2561 และได้ประกาศลงราชกิจจานุเบกษาเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2561 ซึ่งประกาศฉบับดังกล่าวจะมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม 2561 นี้ สำหรับสัตว์น้ำ 3 ชนิดพันธุ์ตามประกาศที่ห้ามมิให้บุคคลใดนำเข้า ส่งออก นำผ่าน หรือ

เพาะเลี้ยงเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมประมง หรือเป็นผู้ซึ่งอธิบดีกรมประมงมอบหมาย ได้แก่ ปลาหมอสีคางดำ,ปลาหมอมายัน และปลาหมอบัตเตอร์ ทั้งนี้ ในส่วนของประกาศฉบับดังกล่าวจะมีแนวทางปฏิบัติหลักๆ ที่สำคัญดังนี้ 1. กรณีที่เกษตรกรที่เลี้ยงปลาทั้ง 3 ชนิดในบ่อเพาะเลี้ยง ให้รีบนำปลาดังกล่าวส่งมอบให้เจ้าหน้าที่กรมประมงโดยด่วน

2. กรณีที่ประชาชนทำการประมงแล้วได้ปลาทั้ง 3 ชนิดนี้ในแหล่งน้ำธรรมชาติ ประชาชนสามารถนำไปบริโภคหรือจำหน่ายได้ แต่ควรทำให้ปลาตายก่อนนำไปจำหน่าย 3. กรณีที่ปลาทั้ง 3 ชนิดจากธรรมชาติหลุดรอดเข้าในบ่อเพาะเลี้ยงของเกษตรกรโดยไม่เจตนา เกษตรกรสามารถนำไปบริโภคหรือจำหน่ายได้ แต่ควรทำให้ปลาตายก่อนนำไปจำหน่าย

4. กรณีส่วนราชการ สถาบันการศึกษา หรือกรณีจำเป็นอื่นใดที่เพาะเลี้ยงปลาทั้ง 3 ชนิด ไว้เพื่อศึกษาวิจัยและประโยชน์ทางราชการให้แจ้งขออนุญาตกรมประมงต่อไป 5. ห้ามผู้ใดปล่อยปลาทั้ง 3 ชนิด ลงในที่จับสัตว์น้ำโดยเด็ดขาด เนื่องจากมีความผิดตามมาตรา 144 แห่ง พรก.การประมง 2558 สำหรับบทลงโทษหากพบผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 64 หรือมาตรา 65 วรรคสอง

ต้องระวางโทษตามมาตรา 144 จำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่งนำสัตว์น้ำไปปล่อยในที่จับสัตว์น้ำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสองล้านบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ การประกาศห้ามนำเข้า ส่งออก นำผ่าน หรือเพาะเลี้ยงปลาทั้ง 3 สายพันธุ์นี้ เป็นอีกแนวทางที่จะช่วยลดปัญหาสัตว์น้ำต่างถิ่นที่หลุด

รอดเข้ามาแพร่ระบาดและสร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรไทย ดังนั้นจึงขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน หากท่านเลี้ยงสัตว์น้ำต่างถิ่น (สัตว์น้ำจากต่างประเทศ) และไม่ต้องการเลี้ยงอีกต่อไปแล้ว อย่านำไปปล่อยลงในแหล่งน้ำสาธารณะ ขอให้ท่านนำสัตว์น้ำต่างถิ่นมามอบให้กับทางกรมประมง หรือสำนักงานประมงจังหวัดในพื้นที่ใกล้บ้านท่าน เพื่อให้กรมประมงรับไปดูแลและ

ป้องกันไม่ให้สัตว์น้ำต่างถิ่นหลุดรอดลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะอันจะสร้างความเสียหายให้กับระบบนิเวศของประเทศต่อไป เรามาดูความเป็นมาของปลาหมอกันต่อเลยดีกว่าค่ะปลาหมอไทย (Climbing perch) ชื่อวิทยาศาสตร์ Anabas testudineus (Bloch) ปลาหมอ เป็นปลาที่รู้จักและนิยมบริโภคกันอย่างแพร่หลาย ทั่วทุกภาคของ ประเทศไทยเนื่องจากปลาที่มีรสชาติ

เป็นปลาที่ต้องการของตลาดทั้งภายในและ ต่างประเทศ ในขณะที่ผลผลิตปลาหมอไทยส่วนใหญ่ได้มาจากการทำประมง จากแหล่งน้ำ ธรรมชาติ ปัจจุบันมีเกษตรกรเลี้ยงปลาหมอไทยเป็นอาชีพกันมากขึ้น โดยเฉพาะใน พื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ปลาหมอ ปลาน้ำจืดพันธุ์พื้นเมืองของไทยแต่โบราณที่อาศัยอยู่ตามแหล่งน้ำ ธรรมชาติ ทั้งตามคู คลอง ท้องนา

และแม่น้ำลำคลอง ปลาหมอนิยมกินกันมากแทบ ทุกภาค เพราะเนื้อปลามีรสหวานมันอร่อย แต่ละท้องถิ่นก็เรียกชื่อต่างกัน ไป ภาคอีสานจะเรียกว่า “ปลาแข็ง” ภาคเหนือ เรียกว่า “ปลาสะเด็ด” ภาคใต้ ตอนล่างเรียกเป็นภาษายาวีว่า “อีแกปูยู” แต่คนทั่วไปรู้จักและเรียกกัน ว่า “ปลาหมอ” ปลาหมอเป็นปลาที่มีลำตัวยาวแบน เมื่อโตเต็มที่มีขนาดไม่ใหญ่ มาก ลำตัวกว้าง

สักสามนิ้วมือเรา ยาวประมาณ 10-15 ซม. มีเกล็ดสีน้ำตาล ดำ ท้องมีสีเหลืองอ่อน ครีบหางมีจุดดำ เป็นปลาที่ทนต่อสภาพแวดล้อม ต่างๆได้ดี เนื่องจากมีอวัยวะพิเศษที่ช่วยในการหายใจ ชอบปีนป่ายขึ้นมายาก ฝนตก ว่ายทวนน้ำเพื่อไปหาอาหาร และชอบขึ้นมาพ่นน้ำปุดๆ เมื่อน้ำนิ่ง จึงทำ ให้มันติดเบ็ดได้ง่ายดายกว่าปลาอื่นๆ จนนำมาเป็นสำนวนไทยที่ว่า

“ปลาหมอตาย เพราะปาก” ซึ่งแปลว่าคนที่พูดพล่อยๆจนเป็นอันตรายแก่ตนเอง ปลาหมอไทย เนื้อปลาจะหวานมันเป็นพิเศษ ในช่วงเริ่มเก็บเกี่ยว ข้าวใหม่ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนไปจนถึงเดือนกุมภาพันธุ์ ในตลาดสดขายประมาณ กิโลกรัมละ 40-50 บาท แล้วแต่ขนาดตัวปลาและแหล่งที่ขาย ถ้าเป็นตามต่าง จังหวัดก็ถูกหน่อย และหาซื้อกินได้ง่าย แต่ในกรุงเทพจะเห็นมีเป็น

บางตลาด เท่านั้น อย่างตลาดสะพานสูงตรงบางซื่อ ที่แม่ค้าจากจังหวัดนครปฐม และ อยุธยา รับปลามาขาย ตลาดสะพานสอง ก็มีเป็นบางวัน วิธีการกินปลาหมอแบบที่อร่อยและทำง่าย กินกันมานมนานแต่โบราณก็ คือเพียงเอามาปิ้ง มาย่างทั้งเกล็ด ด้วยเตาถ่าน ใช้ไฟอ่อนๆ ไม่นานเกินรอ ก็ ได้กินปลาหมอย่างร้อนๆ กินทั้งเนื้อทั้งเกล็ดก็ยิ่งอร่อย แต่อย่ากินเพลินจน

ก้างติดคอ เพราะปลาหมอไทยมีก้างเยอะพอๆ กับปลาตะเพียนเลยทีเดียว หรือเอา ปลาหมอไปทำกับข้าวจานเด็ดอย่าง ฉู่ฉี่ปลาหมอ แกงส้มปลาหมอ ต้มส้มปลา หมอ หรือจะบั้งถี่ๆ ทอดกรอบกินทั้งเนื้อ ทั้งก้าง ก็อร่อยไปอีกแบบ แหล่งที่อยู่อาศัย ปลาหมอไทย อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำจืดทั่วๆไป ในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง ปลาหมอไทย

สามารถปรับตัวเจริญเติบโตเข้ากับสภาพแวดล้อม ที่เป็นน้ำกร่อยที่มีความเค็มไม่เกิน 7 ส่วนในพันได้ เป็นปลาที่มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อม เนื่องจากมีอวัยวะพิเศษช่วยในการหายใจ ปลาหมอไทยมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่นเช่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เรียกว่า ปลาสะเด็ด ภาคเหนือ เรียกว่า ปลาแข็ง และภาคใต้

เรียกชื่อเป็นภาษายาวีว่า อีแกปูยู ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า ปลาหมอ รูปร่างลักษณะภายนอก ปลาหมอไทยมีลำตัวค่อนข้างแบนลำตัวมีสีน้ำตาลดำ หรือคล้ำ ส่วนท้องมีสีขาวหรือเหลืองอ่อนส่วนลำตัวมีเกล็ดแข็ง กระพุ้งแก้มมีลักษณะเป็นหนามหยัก แหลมคม ใช้ในการปีนป่าย บริเวณโคนหางมีจุดกลมสีดำ

ขอบคุณข้อมูลจาก: truststoreonline.com

Facebook Comments

Related posts